|
ถอดบทเรียนการเรียนรู้จากนางอองซาน ซูจี
บทบาทของสตรีบนเวทีการเมือง
ปัจจุบันสตรีได้เข้ามามีบทบาททางสังคมไม่ว่าจะเป็นบทบาททางการเมือง
บทบาทในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและปัจจุบันสตรีก็มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมบุรุษ
เนื่องจากโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพประชากร ทั้งนี้ประเทศพม่าเป็นประเทศหนึ่งที่สตรีเข้ามามีบทบาททางการเมือง
หรือที่เรียกว่า “สตรีนิยม (Feminism)” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพโดยเธอทำให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า
โดยผ่านกระบวนการเรียกร้องทางการเมืองของนางอองซาน ซูจีซึ่งเป็นวีรสตรีที่ทั่วโลกรู้จักเธอในนามสัญลักษณ์ดอกไม้แห่งสันติภาพพม่าโดยเธอได้เข้ามาสู่การเมืองพม่าโดยมีฐานอำนาจของนายพลอองซาน
ซึ่งเป็นบิดาของเธอและเธอเองก็เปรียบเสมือนตัวแทนของบิดาผู้ซึ่งปลดปล่อยเอกราชของพม่าจากจักรวรรดินิยมอังกฤษทำให้ประชาชนรักเธอและเชื่อมั่นในตัวตนของเธอ ในส่วนของประเทศไทยสตรีก็ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นสตรีคนแรก
คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดยเธอได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยใช้ฐานอำนาจเดิมของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ซึ่งเธอถือเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่กำลังถูกจับตามอง
และคนไทยก็เฝ้าดูผลงานการพัฒนาประเทศและเธอจะช่วยประสานความขัดแย้งในสังคมไปสู่การปรองดองของประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด
การนำแนวคิดทางพระพุทธศาสนามาสนับสนุนหลักการประชาธิปไตย
ซูจีเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด
โดยพระพุทธศาสนาช่วยให้เธอมีชีวิตอยู่ได้ในระหว่างถูกกักบริเวณ ซึ่งเธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน
หมดไปกับการอ่านหนังสือปรัชญา การเมือง และอัตชีวประวัติบุคคลสำคัญต่างๆ
รวมทั้งการท่องจำพระสูตรและนั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนา โดยเธอเชื่อว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสนับสนุนหลักการประชาธิปไตย
ที่ขัดแย้งกับคำแถลงการณ์ของ รัฐบาลทหารพม่าที่อ้างว่าระบอบประชาธิปไตยคือสิ่งประดิษฐ์ของชาติตะวันตก
โดยเธอยืนยันว่า “พุทธศาสนาและระบบเผด็จการนั้นขัดแย้งกัน
เพราะศาสนาพุทธให้ความสำคัญเรื่องความสามารถที่จะบรรลุนิพพานของแต่ละบุคคลเป็นลำดับแรก
ในขณะที่ระบบเผด็จการลดคุณค่าปัจเจกชน เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นมวลชนที่ไร้ตัวตน ไร้เหตุผล
และไร้กำลัง ซึ่งจะถูกหลอกให้ทำตามความต้องการได้ง่าย”
โดยชาวพุทธจะเน้นเรื่องความถูกต้องและคุณธรรมความดี
ซึ่งสนับสนุนแนวคิดเรื่องการประท้วงทางการเมือง
ยามที่ระบบการปกครองขาดความยุติธรรม เธอเชื่อว่า ตราบใดที่การประท้วงเป็นไปโดยสงบ
และไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย นั่นคือพวกเขากำลังแสดงออกถึงคุณธรรมและวิธีปฏิบัติตามวิถีพุทธ
ความสามารถของซูจีในการผสมผสาน หลักธรรมคำสอนให้เข้ากับอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางตะวันตก
เป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ ที่มีอิทธิพลในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวพม่าประชาชนทั่วโลก
และการนำแนวคิดทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์กับการเมืองการดำเนินชีวิตก็ช่วยให้สังคมและบ้านเมืองนั้นสงบสุขด้วยเช่นกัน
โดยนางอองซาน ซูจีเป็นผู้ที่มีความคิดที่ยืนหยัดมั่นคงที่จะนำพาความเป็นประชาธิปไตยมาสู่ประชาชนชาวพม่า
โดยเธอเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ที่แน่นอนแม้นชีวิตเธอต้องปราศจากอิสรภาพโดยเธอเป็นสตรีที่เลือกที่จะเข้าไปต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าโดยเธอเลือกที่จะต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ความคิดการปราศจากความรุนแรงกับฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าที่ต่อสู้โดยกระบอกปืน
ซึ่งจะแตกต่างกับประเทศไทยโดยอุดมการณ์ของประเทศไทยจะควบคู่กับผลประโยชน์
โดยจะเป็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
และสำหรับประเทศไทยจะยึดค่านิยมเรื่องเงินมาเป็นอันดับแรก ซึ่งทำให้อุดมการณ์และความคิดเบี่ยงเบนไปจากการยึดมั่นเพื่อส่วนรวมมาสู่กระบวนการทางผลประโยชน์ซึ่งทำให้ไม่เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ความมั่นทางการเมืองของพม่าและไทย
กระแสที่นำไปสู่ความมั่นคงทั้งของไทยและพม่าเป็นกระแสที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ แต่ก็ยังเป็นที่น่าสังเกตให้เห็นว่าการสร้างเสรีภาพและสิทธิที่ทางรัฐบาลของทั้งสองประเทศกำลังแสดงให้เห็นนั้นเป็นความจริงมากน้อยเพียงใด
หลังจากที่นางอองซาน ซูจีแกนนำพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตย(NLD) หวนเข้ามาสู่การเป็นแกนนำพรรคเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับประชาชนได้อีกครั้ง
หลังจากไม่ได้รับรองผลการเลือกตั้งจากการได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2531
ประกอบกับการเกิดปัญหาภายในประเทศ
เมื่อพม่าประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในประเทศ
โดยการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเข้าไปเจรจากับชนกลุ่มน้อยในพม่า เช่นกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธและกะเหรี่ยงคริสต์
โดยมีข้อตกลงที่จะไม่เคลื่อนไหวนอกเขตพื้นที่ของตนเองโดยแสดงให้เห็นถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยการเมืองภายในประเทศยังไม่มีความมั่นคงทั้งในส่วนของรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งจะมุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มตนเอง
และการแสวงหาผลประโยชน์กลับเป็นการสร้างความแตกแยกให้กับคนในสังคมถึงแม้แนวคิดและแนวทางเพื่อนำไปสู่การปรองดอง
ซึ่งเป็นแนวทางสันติวิธีที่รัฐบาลพยายามนำเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศ บรรณานุกรม กุลธิดา บุณยะกุล. (2554).
ออง ซาน ซูจี
วีรสตรีประชาธิปไตยพม่า.
กรุงเทพฯ : ก้าวแรก พับลิชชิ่ง. เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.
(2536). พม่าผ่าเมือง(พิมพ์ครั้งที่
2). กรุงเทพฯ : มติชน. คอนบอซา วิน.
(2538). อองซาน ซูจี วีรสตรีประชาธิปไตยรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ. กรุงเทพฯ : บานบุรี. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ.
(2544). พม่า :
ประวัติศาสตร์และการเมือง(พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ทีมข่าวต่างประเทศมติชน. (2552).
อองซาน ซูจีบนกระดานการเมืองโลก. กรุงเทพฯ : มติชน.
สังคีต จันทนะโพธิ.
(2551). พม่าประวัติศาสตร์ในคราบน้ำตา. กรุงเทพฯ : สยามบันทึก. |